<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Professional Novice &#187; Ubuntu</title>
	<atom:link href="http://champjss.in.th/tag/ubuntu/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://champjss.in.th</link>
	<description>Another blog of champjss</description>
	<lastBuildDate>Fri, 27 Aug 2010 15:37:32 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0.1</generator>
		<item>
		<title>ฟอนต์สำหรับแสดงผลบน Ubuntu</title>
		<link>http://champjss.in.th/2010/05/ui-fonts-on-ubuntu/</link>
		<comments>http://champjss.in.th/2010/05/ui-fonts-on-ubuntu/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 01 May 2010 16:07:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>champjss</dc:creator>
				<category><![CDATA[Linux]]></category>
		<category><![CDATA[Ubuntu]]></category>
		<category><![CDATA[fonts]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://champjss.in.th/?p=135</guid>
		<description><![CDATA[วันนี้ไปงานปาร์ตี้ฉลอง Ubuntu ออกรุ่นใหม่มาครับ เรื่องนึงที่ได้คุยกันคือ การเสนอให้เปลี่ยนฟอนต์สำหรับแสดงผลภาษาไทยใหม่เป็นฟอนต์ Arundina Sans จากปัจจุบันใช้ฟอนต์ Waree พอได้ดูจากตัวอย่างในงานแล้วก็รู้สึกว่าดูดีทีเดียว เลยกลับมาลองเปลี่ยนดูเล่นๆ ว่าเป็นยังไง เปรียบมวย เริ่มจากฟอนต์ Waree ที่เป็นค่าตั้งต้นกันก่อน ความรู้สึกส่วนตัวของผมคือ เหมือนมันเรนเดอร์แปลกๆ รู้สึกไม่สมบูรณ์อย่างบอกไม่ถูก ตามด้วยฟอนต์ Lomaputta ที่ผมจะเปลี่ยนมาใช้เป็นประจำ ตั้งแต่ฟอนต์นี้ออกมา ตบท้ายด้วย Arundina Sans ที่เพิ่งรู้จักกัน ผมลองเปลี่ยนเป็น Arundina Sans แล้ว ช่วงแรกจะรู้สึกเหมือนมันไม่ใช่ เพราะมันต่างจากตระกูล Tahoma พอสมควร ตัวบางกว่า สูงกว่า และแสดงรูปร่างของแต่ละอักษรชัดเจนกว่า แต่พอใช้ไปซักพักแล้วก็รู้สึกดี เพราะความหนาของมันพอๆ กันกับฟอนต์ภาษาอังกฤษในระบบ (ค่าตั้งต้นคือ Dejavu Sans) ส่วนฟอนต์อื่นๆ จะตัวหนากว่าอย่างชัดเจน วิธีติดตั้งฟอนต์ Arundina Sans เพื่อใช้เป็นฟอนต์ภาษาไทยในระบบ อย่าดาวน์โหลดฟอนต์มาลงเอง เพราะฟอนต์นั้นอาจไม่ได้ปรับขนาดมาใช้บน Ubuntu ทำให้ฟอนต์เล็กกว่าปกติมาก ให้ติดตั้งโดยการลงแพ็กเกจ &#8230; <a href="http://champjss.in.th/2010/05/ui-fonts-on-ubuntu/" class="more-link">Continue reading</a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>วันนี้ไปงานปาร์ตี้ฉลอง Ubuntu ออกรุ่นใหม่มาครับ เรื่องนึงที่ได้คุยกันคือ การเสนอให้เปลี่ยนฟอนต์สำหรับแสดงผลภาษาไทยใหม่เป็นฟอนต์ Arundina Sans จากปัจจุบันใช้ฟอนต์ Waree พอได้ดูจากตัวอย่างในงานแล้วก็รู้สึกว่าดูดีทีเดียว เลยกลับมาลองเปลี่ยนดูเล่นๆ ว่าเป็นยังไง</p>
<p><span id="more-135"></span></p>
<h3>เปรียบมวย</h3>
<p>เริ่มจากฟอนต์ Waree ที่เป็นค่าตั้งต้นกันก่อน ความรู้สึกส่วนตัวของผมคือ เหมือนมันเรนเดอร์แปลกๆ รู้สึกไม่สมบูรณ์อย่างบอกไม่ถูก</p>
<p><a href="http://champjss.in.th/wp-content/uploads/2010/05/waree.png"><img class="alignnone size-medium wp-image-136" title="Waree fonts in Ubuntu" src="http://champjss.in.th/wp-content/uploads/2010/05/waree-300x187.png" alt="Waree fonts in Ubuntu" width="300" height="187" /></a></p>
<p>ตามด้วยฟอนต์ Lomaputta ที่ผมจะเปลี่ยนมาใช้เป็นประจำ ตั้งแต่ฟอนต์นี้ออกมา</p>
<p><a href="http://champjss.in.th/wp-content/uploads/2010/05/lomaputta.png"><img class="alignnone size-medium wp-image-137" title="Lomaputta fonts in Ubuntu" src="http://champjss.in.th/wp-content/uploads/2010/05/lomaputta-300x187.png" alt="Lomaputta fonts in Ubuntu" width="300" height="187" /></a></p>
<p>ตบท้ายด้วย Arundina Sans ที่เพิ่งรู้จักกัน</p>
<p><a href="http://champjss.in.th/wp-content/uploads/2010/05/arundinasans.png"><img class="alignnone size-medium wp-image-138" title="Arundina Sans fonts in Ubuntu" src="http://champjss.in.th/wp-content/uploads/2010/05/arundinasans-300x187.png" alt="Arundina Sans fonts in Ubuntu" width="300" height="187" /></a></p>
<p>ผมลองเปลี่ยนเป็น Arundina Sans แล้ว ช่วงแรกจะรู้สึกเหมือนมันไม่ใช่ เพราะมันต่างจากตระกูล Tahoma พอสมควร ตัวบางกว่า สูงกว่า และแสดงรูปร่างของแต่ละอักษรชัดเจนกว่า แต่พอใช้ไปซักพักแล้วก็รู้สึกดี เพราะความหนาของมันพอๆ กันกับฟอนต์ภาษาอังกฤษในระบบ (ค่าตั้งต้นคือ Dejavu Sans) ส่วนฟอนต์อื่นๆ จะตัวหนากว่าอย่างชัดเจน</p>
<h3>วิธีติดตั้งฟอนต์ Arundina Sans เพื่อใช้เป็นฟอนต์ภาษาไทยในระบบ</h3>
<p>อย่าดาวน์โหลดฟอนต์มาลงเอง เพราะฟอนต์นั้นอาจไม่ได้ปรับขนาดมาใช้บน Ubuntu ทำให้ฟอนต์เล็กกว่าปกติมาก ให้ติดตั้งโดยการลงแพ็กเกจ ttf-thai-arundina แทน (เลือกติดตั้งได้จาก Synaptic Package Manager หรือใช้คำสั่ง sudo apt-get install)</p>
<p>ระหว่างติดตั้งแพ็กเกจ มันจะตั้งค่าระบบให้ใช้ฟอนต์นี้โดยอัตโนมัติ ไม่ต้องตั้งค่าอะไรอีกแล้ว :)</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://champjss.in.th/2010/05/ui-fonts-on-ubuntu/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>VPN บน Ubuntu สำหรับนิสิตเกษตร</title>
		<link>http://champjss.in.th/2010/03/vpn-ubuntu-for-ku/</link>
		<comments>http://champjss.in.th/2010/03/vpn-ubuntu-for-ku/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 25 Mar 2010 18:44:18 +0000</pubDate>
		<dc:creator>champjss</dc:creator>
				<category><![CDATA[Linux]]></category>
		<category><![CDATA[Ubuntu]]></category>
		<category><![CDATA[ku]]></category>
		<category><![CDATA[vpn]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://champjss.in.th/?p=118</guid>
		<description><![CDATA[วิธีเชื่อมต่อ VPN บน Ubuntu นั้น ในเว็บ VPN ของเกษตรไม่มีคนเขียนมาช้านาน แต่ผมก็พยายามลองจนใช้ได้ (โดยแวะเวียนไปถามที่สำนักคอมบ้าง) แต่ก็ลืมเขียนบล็อก มาพักหลังก็มีวิธีให้ (เอามาจากบล็อก อ.อนันต์ อีกที) แต่เป็นแบบคอมมานด์ไลน์ วันนี้จะแนะนำแบบ GUI สวยๆ งามๆ กันบ้าง จะได้ไว้ให้คนอื่นเค้ารู้ว่า ท่าที่ไม่ใช่คอมมานด์ไลน์ก็มีนะเธอ (ไม่ต้องเปิดคอมมานด์ไลน์ค้างไว้ด้วย) (รูปประกอบจะตามมาในเวลาที่มันอยากจะมา&#8230;) ติดตั้งก่อน อันนี้ทำครั้งแรกครั้งเดียวพอ ลง openvpn ก่อน ค้นแล้วก็ลงได้จาก Software Center เลย สำหรับ Ubuntu 10.04b1 มีความเกรียนเล็กน้อย เพราะมันไม่ยอมลงแพ็กเกจที่จำเป็นให้ครบเหมือนเคย ให้สั่งคำสั่งต่อไปนี้แถม sudo apt-get install network-manager-openvpn network-manager-openvpn-gnome ตั้งค่าเครือข่าย ทำครั้งแรกครั้งเดียวอีกเหมือนกัน ดาวน์โหลดไฟล์เกียรติบัตรทั้งหมดจาก https://vpn.ku.ac.th ก่อน จากนั้นแตกไฟล์แล้วเก็บไว้ซักที่นึงที่คิดว่าจะไม่ไปแตะมันอีกแล้ว (ผมเก็บไว้ในโฟลเดอร์ .openvpn ในไดเรกทอรีบ้าน) คลิกที่ไอคอนอินเทอร์เน็ต &#8230; <a href="http://champjss.in.th/2010/03/vpn-ubuntu-for-ku/" class="more-link">Continue reading</a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>วิธีเชื่อมต่อ VPN บน Ubuntu นั้น ในเว็บ VPN ของเกษตรไม่มีคนเขียนมาช้านาน แต่ผมก็พยายามลองจนใช้ได้ (โดยแวะเวียนไปถามที่สำนักคอมบ้าง) แต่ก็ลืมเขียนบล็อก มาพักหลัง<a href="https://vpn.ku.ac.th/index.php?content=howtolinux">ก็มีวิธีให้</a> (เอามาจาก<a href="http://apmoose.wordpress.com/2008/04/24/%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87-openvpn-openvpn-installation-ubuntu/">บล็อก อ.อนันต์</a> อีกที) แต่เป็นแบบคอมมานด์ไลน์</p>
<p>วันนี้จะแนะนำแบบ GUI สวยๆ งามๆ กันบ้าง จะได้ไว้ให้คนอื่นเค้ารู้ว่า ท่าที่ไม่ใช่คอมมานด์ไลน์ก็มีนะเธอ (ไม่ต้องเปิดคอมมานด์ไลน์ค้างไว้ด้วย)</p>
<p><em>(รูปประกอบจะตามมาในเวลาที่มันอยากจะมา&#8230;)</em></p>
<p><span id="more-118"></span></p>
<h3>ติดตั้งก่อน</h3>
<p>อันนี้ทำครั้งแรกครั้งเดียวพอ</p>
<ol>
<li>ลง openvpn ก่อน ค้นแล้วก็ลงได้จาก Software Center เลย
<ul>
<li>สำหรับ Ubuntu 10.04b1 มีความเกรียนเล็กน้อย เพราะมันไม่ยอมลงแพ็กเกจที่จำเป็นให้ครบเหมือนเคย ให้สั่งคำสั่งต่อไปนี้แถม
<ul>
<li>sudo apt-get install network-manager-openvpn network-manager-openvpn-gnome</li>
</ul>
</li>
</ul>
</li>
</ol>
<h3>ตั้งค่าเครือข่าย</h3>
<p>ทำครั้งแรกครั้งเดียวอีกเหมือนกัน</p>
<ol>
<li>ดาวน์โหลดไฟล์เกียรติบัตรทั้งหมดจาก <a href="https://vpn.ku.ac.th">https://vpn.ku.ac.th</a> ก่อน จากนั้นแตกไฟล์แล้วเก็บไว้ซักที่นึงที่คิดว่าจะไม่ไปแตะมันอีกแล้ว (ผมเก็บไว้ในโฟลเดอร์ .openvpn ในไดเรกทอรีบ้าน)</li>
<li>คลิกที่ไอคอนอินเทอร์เน็ต (เรียกอย่างเป็นทางการคือ แอพเพล็ต NetworkManager ในพาเนล) แล้วเลือก VPN Connections &gt; Configure VPN&#8230;</li>
<li>กดปุ่ม Add เพื่อเพิ่มการตั้งค่าเครือข่าย</li>
<li>เลือก Connection Type เป็น OpenVPN แล้วกด Create&#8230;
<ul>
<li>ถ้าตรงนี้ไม่มีให้เลือก แปลว่า กล้วยทอดแล้ว เป็นไปได้ว่าแพ็กเกจจะไม่ครบ ต้องไปตามหากันจนเจอเอาเอง</li>
</ul>
</li>
<li>กรอกข้อมูลแต่ละช่อง:
<ul>
<li>Connection name: ตั้งชื่อตามต้องการ</li>
<li>Gateway: nisit.vpn.ku.ac.th สำหรับนิสิต ส่วนของอาจารย์ไม่ทราบเหมือนกัน แต่น่าจะหาได้จากไฟล์ .opvn ที่ดาวน์โหลดมา</li>
<li>Type: Certificates (TLS)</li>
<li>User Certificate: เลือกที่อยู่ไฟล์นามสกุล .crt ที่มีชื่อบัญชีผู้ใช้ของเรา เช่น b4905088@bkn.crt</li>
<li>CA Certificate: เลือกที่อยู่ไฟล์ ca.crt</li>
<li>Private Key: เลือกที่อยู่ไฟล์นามสกุล .key</li>
</ul>
</li>
<li>กดปุ่ม Advance&#8230; ทำเครื่องหมายถูกหน้าตัวเลือกต่อไปนี้ แล้วคลิกปุ่ม OK
<ul>
<li>Use LZO data compression</li>
<li>Use a TAP device</li>
</ul>
</li>
<li>กดปุ่ม Apply</li>
</ol>
<h3>เริ่มใช้</h3>
<ol>
<li>คลิกที่ไอคอนอินเทอร์เน็ต เลือก VPN Connections &gt; ชื่อเครือข่ายที่ตั้งไว้</li>
<li>รอมันหมุนๆ ไป จนมีรูปแม่กุญแจโผล่มาตรงมุม เป็นอันเสร็จพิธี</li>
</ol>
<h3>เลิกใช้</h3>
<p>แถวๆ เดียวกับตอนใช้จะมีคำว่า Disconnect ก็กดไป แล้วก็&#8230; ชิ้ง ตัดการเชื่อมต่อเรียบร้อย</p>
<h3>จบ</h3>
<p>จริงๆ มี<a href="http://www.ploysics.com/openvpn-on-ubuntu/">เพื่อน</a> <a href="http://darker08.wordpress.com/2009/11/13/ku-vpn-ubuntu-9-10/">เพื่อน</a>เคยเขียนไว้แล้ว แต่เขียนอีกรอบเพราะจดท่าที่ต้องทำเพิ่มใน Ubuntu 10.04b1 ไว้ (สงสัยต้องแจ้งเป็นบั๊กด้วย?)</p>
<p>พี่ๆ ที่สำนักคอมจะเอาวิธีนี้ไปลงเพิ่มด้วยก็ได้นะครับ อิอิ ^^</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://champjss.in.th/2010/03/vpn-ubuntu-for-ku/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ยูเอสบีจ๋า มาหานะเธอ</title>
		<link>http://champjss.in.th/2009/12/usb-virtualbox-ubuntu/</link>
		<comments>http://champjss.in.th/2009/12/usb-virtualbox-ubuntu/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 19 Dec 2009 16:42:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>champjss</dc:creator>
				<category><![CDATA[Linux]]></category>
		<category><![CDATA[Ubuntu]]></category>
		<category><![CDATA[usb]]></category>
		<category><![CDATA[virtualbox]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://champjss.in.th/?p=94</guid>
		<description><![CDATA[เวลาใช้ VirtualBox ใน Ubuntu แล้วอยากใช้อุปกรณ์ยูเอสบีนั้นสะดวกมากๆ เพราะเราไม่จำเป็นต้องลงไดรเวอร์ในเครื่องหลักเพื่อให้เครื่องเสมือนเราใช้อุปกรณ์นั้นได้ แต่มันจะต่อเข้าไปที่เครื่องเสมือนตรงๆ ได้เลย ยกเว้นอยู่อย่างเดียวคือเราไม่มีสิทธิ์ใช้อุปกรณ์ยูเอสบี ดังนั้นเราต้องออกแรงนิดหน่อย เพื่อให้โปรแกรม VirtualBox มีสิทธิ์เข้ามาปู้ยี่ปู้ยำกับอุปกรณ์ยูเอสบีของเราได้ แอบดูหมายเลขของกลุ่ม vboxusers ก่อนด้วยคำสั่ง: cat /etc/group &#124; grep vboxusers เปิดไฟล์ /etc/fstab ด้วยโปรแกรมแก้ไขไฟล์ข้อความที่ถนัด แน่นอนว่าต้องเปิดด้วยสิทธิ์ root ด้วย เพิ่มบรรทัดนี้ลงไป แก้ ??? ให้เป็นหมายเลขกลุ่มที่ดูจากขั้นแรก เพื่อให้ผู้ใช้ในกลุ่ม vboxusers ได้สิทธิ์อ่านและเขียนอุปกรณ์ยูเอสบีได้: # USB for vbox none /proc/bus/usb usbfs devgid=???,devmode=664 0 0 เพิ่มผู้ใช้ที่จะใช้โปรแกรม VirtualBox เข้ากลุ่มด้วยคำสั่ง usermod -G vboxusers username ระวังว่า -G ตัวจีเป็นตัวพิมพ์ใหญ่เท่านั้น ไม่งั้นจะเกิดความเศร้าในชีวิต &#8230; <a href="http://champjss.in.th/2009/12/usb-virtualbox-ubuntu/" class="more-link">Continue reading</a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เวลาใช้ VirtualBox ใน Ubuntu แล้วอยากใช้อุปกรณ์ยูเอสบีนั้นสะดวกมากๆ เพราะเราไม่จำเป็นต้องลงไดรเวอร์ในเครื่องหลักเพื่อให้เครื่องเสมือนเราใช้อุปกรณ์นั้นได้ แต่มันจะต่อเข้าไปที่เครื่องเสมือนตรงๆ ได้เลย</p>
<p>ยกเว้นอยู่อย่างเดียวคือเราไม่มีสิทธิ์ใช้อุปกรณ์ยูเอสบี ดังนั้นเราต้องออกแรงนิดหน่อย เพื่อให้โปรแกรม VirtualBox มีสิทธิ์เข้ามาปู้ยี่ปู้ยำกับอุปกรณ์ยูเอสบีของเราได้</p>
<p><span id="more-94"></span></p>
<ol>
<li>แอบดูหมายเลขของกลุ่ม vboxusers ก่อนด้วยคำสั่ง:
<pre>cat /etc/group | grep vboxusers</pre>
</li>
<li>เปิดไฟล์ /etc/fstab ด้วยโปรแกรมแก้ไขไฟล์ข้อความที่ถนัด แน่นอนว่าต้องเปิดด้วยสิทธิ์ root ด้วย</li>
<li>เพิ่มบรรทัดนี้ลงไป แก้ ??? ให้เป็นหมายเลขกลุ่มที่ดูจากขั้นแรก เพื่อให้ผู้ใช้ในกลุ่ม vboxusers ได้สิทธิ์อ่านและเขียนอุปกรณ์ยูเอสบีได้:
<pre># USB for vbox
none /proc/bus/usb usbfs devgid=???,devmode=664 0 0</pre>
</li>
<li>เพิ่มผู้ใช้ที่จะใช้โปรแกรม VirtualBox เข้ากลุ่มด้วยคำสั่ง
<pre>usermod -G vboxusers username</pre>
<p>ระวังว่า -G ตัวจีเป็นตัวพิมพ์ใหญ่เท่านั้น ไม่งั้นจะเกิดความเศร้าในชีวิต</li>
<li>เปิดโปรแกรม VirtualBox ก็ใช้ได้แล้ว โดยไปจิ้มๆ ที่ตัวยูเอสบีที่มุมขวาล่างของหน้าต่างเครื่องเสมือนเลย</li>
</ol>
<p>หวังว่าผมคงเขียนไม่ช้าไปนะครับ คุณซีเคียว</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://champjss.in.th/2009/12/usb-virtualbox-ubuntu/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Pidgin ในพาเนลของ Ubuntu 9.04</title>
		<link>http://champjss.in.th/2009/08/pidgin-ubuntu-904-taskbar/</link>
		<comments>http://champjss.in.th/2009/08/pidgin-ubuntu-904-taskbar/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 19 Aug 2009 16:54:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator>champjss</dc:creator>
				<category><![CDATA[Linux]]></category>
		<category><![CDATA[Ubuntu]]></category>
		<category><![CDATA[pidgin]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://champjss.in.th/?p=47</guid>
		<description><![CDATA[ใครใช้ Ubuntu 9.04 (Jaunty) จะเห็นว่ามันเพิ่มไอเทม Indicator Applet เข้ามาในพาเนล ดูแล้วก็ไม่รู้ว่ามันต่างกับ Notification Area ตรงไหน ที่สำคัญคือมันยุ่งยากมากโดยเฉพาะเวลาใช้ Pidgin มันจะโผล่เป็นรูปจดหมายขึ้นมาแทนที่จะเป็นไอคอนโปรแกรมตามปกติ เวลาจะเปิดหน้าต่างหลักของ Pidgin ก็ต้องกดทีนึงก่อนให้มีชื่อเมลขึ้นมา แล้วไปกดที่ชื่อเมลอีกที แถมคลิกขวาแล้วเลือก Quit เพื่อปิดโปรแกรม ก็ทำไม่ได้อีก ต้องเปิดหน้าต่างหลักมาเลือกเมนู Quit เอง น่าเบื่อมาก วันก่อนลองกดมั่วๆ ก็เจอวิธีทำให้มันเหมือนเดิมได้ ทำตามนี้ เอา Indicator Applet ออกไปก่อนเลย. โดยปกติไอเทมนี้จะซ่อนๆ ตัวอยู่เงียบๆ จนกว่าจะมีไอคอนที่จะใช้มันขึ้นมา ดังนั้นเราต้องเปิด Pidgin ขึ้นมาล่อก่อน แล้วค่อยเอา Indicator Applet ออกไปโดยคลิกขวาที่มันแล้วกด Remove from panel ทีนี้จะเกิดความซวย เพราะไม่มีไอคอนที่พาเนลให้กดเลย ก็ไม่ต้องตกใจไป ทำตามนี้ จากหน้าต่างหลักของ Pidgin ให้เลือกเมนู Tool &#8230; <a href="http://champjss.in.th/2009/08/pidgin-ubuntu-904-taskbar/" class="more-link">Continue reading</a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ใครใช้ Ubuntu 9.04 (Jaunty) จะเห็นว่ามันเพิ่มไอเทม Indicator Applet เข้ามาในพาเนล ดูแล้วก็ไม่รู้ว่ามันต่างกับ Notification Area ตรงไหน</p>
<p>ที่สำคัญคือมันยุ่งยากมากโดยเฉพาะเวลาใช้ Pidgin มันจะโผล่เป็นรูปจดหมายขึ้นมาแทนที่จะเป็นไอคอนโปรแกรมตามปกติ เวลาจะเปิดหน้าต่างหลักของ Pidgin ก็ต้องกดทีนึงก่อนให้มีชื่อเมลขึ้นมา แล้วไปกดที่ชื่อเมลอีกที แถมคลิกขวาแล้วเลือก Quit เพื่อปิดโปรแกรม ก็ทำไม่ได้อีก ต้องเปิดหน้าต่างหลักมาเลือกเมนู Quit เอง น่าเบื่อมาก</p>
<p><span id="more-47"></span></p>
<p>วันก่อนลองกดมั่วๆ ก็เจอวิธีทำให้มันเหมือนเดิมได้ ทำตามนี้</p>
<ol>
<li>เอา Indicator Applet ออกไปก่อนเลย. โดยปกติไอเทมนี้จะซ่อนๆ ตัวอยู่เงียบๆ จนกว่าจะมีไอคอนที่จะใช้มันขึ้นมา ดังนั้นเราต้องเปิด Pidgin ขึ้นมาล่อก่อน แล้วค่อยเอา Indicator Applet ออกไปโดยคลิกขวาที่มันแล้วกด <em>Remove from panel</em></li>
<li>ทีนี้จะเกิดความซวย เพราะไม่มีไอคอนที่พาเนลให้กดเลย ก็ไม่ต้องตกใจไป ทำตามนี้
<ol>
<li>จากหน้าต่างหลักของ Pidgin ให้เลือกเมนู <em>Tool</em> &gt; <em>Preferences</em></li>
<li>เลือกแท็บ <em>Interface</em></li>
<li>อันแรกสุดเลย <em>Show system tray icon</em> ให้เลือก <em>Always</em></li>
</ol>
</li>
</ol>
<p>จบภารกิจ เราจะได้ไอคอนโปรแกรม Pidgin ขึ้นมาที่ Notification Area เลย</p>
<p><em>(ไม่ต้องถามว่าโปรแกรมอื่นตั้งค่าตรงไหนนะครับ ไม่เคยใช้ :P)</em></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://champjss.in.th/2009/08/pidgin-ubuntu-904-taskbar/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Users in Ubuntu</title>
		<link>http://champjss.in.th/2009/08/users-in-ubuntu/</link>
		<comments>http://champjss.in.th/2009/08/users-in-ubuntu/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 03 Aug 2009 11:30:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>champjss</dc:creator>
				<category><![CDATA[Linux]]></category>
		<category><![CDATA[Ubuntu]]></category>
		<category><![CDATA[command-line]]></category>
		<category><![CDATA[user]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://champjss.in.th/?p=29</guid>
		<description><![CDATA[วันนี้มีงานเข้า เพราะว่าจะลอง Lotus Symphony ใน Ubuntu แล้วผลปรากฎว่าโปรแกรมมันเปิดไม่ได้ เท่านั้นยังไม่พอ พี่แกล่อกิน Bookmark ในเครื่องไปด้วย พอรีบูทเครื่องไปทีนึงยิ่งไปกันใหญ่ แอปเพล็ตต่างๆ ในพาเนลที่เคยตั้งค่าไว้ มันดีดกลับไปเป็นเหมือนตอนแรกใหม่ เมนูโปรแกรมต่างๆ หายไปหมด แถมเข้าไปแก้เมนูไม่ได้อีกต่างหาก เท่าที่ดูๆ คาดว่าตัวผู้ใช้ (User) นี้น่าจะมีปัญหาแน่ๆ แล้ว ขี้เกียจหาวิธีแก้ ลบทิ้ง สร้างใหม่โลด! การลบผู้ใช้ เพราะว่าเครื่องนี้มันมีผู้ใช้แค่คนเดียว (ไม่นับ root) เราก็เลยลบตอนที่เราล็อกอินแล้วไม่ได้ ต้องปิดไปก่อน จากนั้นเข้า Root Shell โดยเลือก Recovery Mode ตอนบูต คำสั่งที่ใช้ลบไม่มีอะไรมากกว่านี้ deluser [username] &#8211;remove-home ไม่มีอะไรน่าปวดหัว ที่จะงงหน่อยก็คือต่อจากนี้ (ถ้าไม่อยากอ่านการผจญภัย ทำตามเฉพาะรอบที่ 4 รอบเดียว) การเพิ่มผู้ใช้ รอบที่ 1 ใช้คำสั่งนี้ adduser [username] &#8230; <a href="http://champjss.in.th/2009/08/users-in-ubuntu/" class="more-link">Continue reading</a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>วันนี้มีงานเข้า เพราะว่าจะลอง Lotus Symphony ใน Ubuntu แล้วผลปรากฎว่าโปรแกรมมันเปิดไม่ได้ เท่านั้นยังไม่พอ พี่แกล่อกิน Bookmark ในเครื่องไปด้วย พอรีบูทเครื่องไปทีนึงยิ่งไปกันใหญ่ แอปเพล็ตต่างๆ ในพาเนลที่เคยตั้งค่าไว้ มันดีดกลับไปเป็นเหมือนตอนแรกใหม่ เมนูโปรแกรมต่างๆ หายไปหมด แถมเข้าไปแก้เมนูไม่ได้อีกต่างหาก</p>
<p>เท่าที่ดูๆ คาดว่าตัวผู้ใช้ (User) นี้น่าจะมีปัญหาแน่ๆ แล้ว ขี้เกียจหาวิธีแก้ ลบทิ้ง สร้างใหม่โลด!</p>
<p><span id="more-29"></span></p>
<h3>การลบผู้ใช้</h3>
<ol>
<li>เพราะว่าเครื่องนี้มันมีผู้ใช้แค่คนเดียว (ไม่นับ root) เราก็เลยลบตอนที่เราล็อกอินแล้วไม่ได้ ต้องปิดไปก่อน จากนั้นเข้า Root Shell โดยเลือก Recovery Mode ตอนบูต</li>
<li>คำสั่งที่ใช้ลบไม่มีอะไรมากกว่านี้</li>
</ol>
<blockquote><p>deluser <em>[username]</em> &#8211;remove-home</p></blockquote>
<p>ไม่มีอะไรน่าปวดหัว ที่จะงงหน่อยก็คือต่อจากนี้ (ถ้าไม่อยากอ่านการผจญภัย ทำตามเฉพาะรอบที่ 4 รอบเดียว)</p>
<h3>การเพิ่มผู้ใช้</h3>
<h4>รอบที่ 1</h4>
<p>ใช้คำสั่งนี้</p>
<blockquote><p>adduser <em>[username]</em></p></blockquote>
<p>ก็เหมือนไม่มีอะไร แต่พอไปล็อกอินปั๊บ ใช้ได้อย่างเดียว จัดการอะไรกับระบบไม่ได้ เพราะไม่มีสิทธิ์สั่งด้วยผู้ใช้ root เลยต้องปิดเครื่อง เข้า Shell แล้วลบผู้ใช้ทิ้ง</p>
<h4>รอบที่ 2</h4>
<p>คราวนี้ลอง man ดูแล้วมั่วไปแบบนี้</p>
<blockquote><p>adduser <em>[username]</em> &#8211;system</p></blockquote>
<p>ผลปรากฎมันแสดงให้เห็นเลยว่าผู้ใช้นี้อยู่ในกลุ่ม nogroup ไม่ได้สร้างกลุ่มให้เหมือนเมื่อกี้ ลบทิ้งอีกที</p>
<h4>รอบที่ 3</h4>
<p>คราวนี้ลอง man อีกทีแล้วก็</p>
<blockquote><p>adduser <em>[username]</em> &#8211;system &#8211;group</p></blockquote>
<p>รอบนี้มันสร้างกลุ่มชื่อเดียวกับชื่อผู้ใช้ให้อัตโนมัติ เหมือนจะดีแล้ว แต่พอไปล็อกอินแบบ GUI มันไม่ยอมให้ล็อกอิน ปิดเครื่อง เข้า Shell แล้วลบผู้ใช้ทิ้งอีกที</p>
<h4>รอบที่ 4</h4>
<p>แสดงว่าตัวเลือก system ไม่ใช่คำตอบ ก็กลับมาสู่สามัญ คือสั่ง</p>
<blockquote><p>adduser <em>[username]</em></p></blockquote>
<p>เหมือนเดิม แล้วคงต้องไปแก้ที่อื่นเพื่อให้ผู้ใช้นี้มีสิทธิ์แอดมินอีกที ตอนนี้เลยโทรไปขอคำใบ้จาก @rtsp ได้ความว่า /etc/sudoers ก็ลองเอาไฟล์มันมาดูกัน หน้าตาประมาณนี้</p>
<blockquote><p># /etc/sudoers<br />
#<br />
# This file MUST be edited with the &#8216;visudo&#8217; command as root.<br />
#<br />
# See the man page for details on how to write a sudoers file.<br />
#</p>
<p>Defaults    env_reset</p>
<p># Host alias specification</p>
<p># User alias specification</p>
<p># Cmnd alias specification</p>
<p># User privilege specification<br />
root    ALL=(ALL) ALL</p>
<p># Uncomment to allow members of group sudo to not need a password<br />
# (Note that later entries override this, so you might need to move<br />
# it further down)<br />
# %sudo ALL=NOPASSWD: ALL</p>
<p><strong># Members of the admin group may gain root privileges<br />
%admin ALL=(ALL) ALL</strong></p></blockquote>
<p>สังเกตสองบรรทัดสุดท้าย คอมเมนต์มันบอกชัดๆ ว่าผู้ใช้จะขอสิทธิ์สั่งเป็นผู้ใช้ root ได้ถ้าอยู่ในกลุ่ม admin ดังนั้นเราก็ไม่ต้องแก้ไฟล์นี้แล้ว แค่เพิ่มให้ผู้ใช้ที่เราสร้างใหม่อยู่ในกลุ่ม admin ด้วยซะแบบนี้</p>
<blockquote><p>usermod <em>[username]</em> &#8211;groups admin</p></blockquote>
<p>ล็อกอินได้ แก้ไขระบบได้ จบซีรีย์ในที่สุด</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://champjss.in.th/2009/08/users-in-ubuntu/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>6</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;Open as Administrator&#8221; and &#8220;Open in Terminal&#8221; in Ubuntu</title>
		<link>http://champjss.in.th/2009/08/nautilus-packages/</link>
		<comments>http://champjss.in.th/2009/08/nautilus-packages/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 02 Aug 2009 12:29:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>champjss</dc:creator>
				<category><![CDATA[Linux]]></category>
		<category><![CDATA[Ubuntu]]></category>
		<category><![CDATA[nautilus]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://champjss.in.th/?p=19</guid>
		<description><![CDATA[(เอนทรีนี้ไม่จำเป็นสำหรับคนที่ใช้แต่เทอร์มินัล) เราจะมาเพิ่มเมนูคลิกขวาในโปรแกรมเรียกดูไฟล์ (Nautilus) ใน Ubuntu ให้มีเมนู Open as Administrator เพื่อเปิดดูโฟลเดอร์หรือเปิดไฟล์ด้วยสิทธิ์แอดมินได้ทันที Open in Terminal เพื่อเปิดเทอร์มินัลไปที่แฟ้มนั้นให้ทันที เลือกทำวิธีนึงข้างล่างนี้ GUI เลือกเมนู System &#62; Administration &#62; Synaptic Package Manager กด Ctrl+F ค้นด้วยคำว่า nautilus เลือกแพ็กเกจ nautilus-gksu และ nautilus-open-terminal แล้วกด Apply เพื่อติดตั้งซะ Command Line sudo apt-get install nautilus-gksu nautilus-open-terminal ที่มา: ทวีตของพี่แมว (@nopparat)]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><em>(เอนทรีนี้ไม่จำเป็นสำหรับคนที่ใช้แต่เทอร์มินัล)</em></p>
<p>เราจะมาเพิ่มเมนูคลิกขวาในโปรแกรมเรียกดูไฟล์ (Nautilus) ใน Ubuntu ให้มีเมนู</p>
<ul>
<li>Open as Administrator เพื่อเปิดดูโฟลเดอร์หรือเปิดไฟล์ด้วยสิทธิ์แอดมินได้ทันที</li>
<li>Open in Terminal เพื่อเปิดเทอร์มินัลไปที่แฟ้มนั้นให้ทันที</li>
</ul>
<p><span id="more-19"></span></p>
<p>เลือกทำวิธีนึงข้างล่างนี้</p>
<h3>GUI</h3>
<ul>
<li>เลือกเมนู System &gt; Administration &gt; Synaptic Package Manager</li>
<li>กด Ctrl+F ค้นด้วยคำว่า <em>nautilus</em></li>
<li>เลือกแพ็กเกจ <em>nautilus-gksu</em> และ <em>nautilus-open-terminal</em></li>
<li>แล้วกด Apply เพื่อติดตั้งซะ</li>
</ul>
<h3>Command Line</h3>
<blockquote><p>sudo apt-get install nautilus-gksu nautilus-open-terminal</p></blockquote>
<p><strong>ที่มา:</strong> <a href="http://twitter.com/nopparat/status/2867949381">ทวีตของพี่แมว</a> (<a href="http://twitter.com/nopparat">@nopparat</a>)</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://champjss.in.th/2009/08/nautilus-packages/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
